เมื่อวานผมใช้ Codex ทำสิ่งที่ตอนแรกฟังดูธรรมดามาก: cleanup workspace

แต่พอทำจริง มันไม่ใช่แค่การลบไฟล์เก่า หรือจัดโฟลเดอร์ให้ดูเรียบร้อย มันกลายเป็นงานออกแบบระบบปฏิบัติการเล็ก ๆ สำหรับการทำงานร่วมกับ AI ระยะยาว

ผมเรียกงานนี้ว่า WRC หรือ Workspace Repo Cleanup

ปัญหาเริ่มจากสิ่งที่คนใช้ AI ทำงานจริงน่าจะเจอเหมือนกัน เราคุยกับ Codex หลายเรื่อง หลายโปรเจกต์ หลายวัน บางเรื่องเริ่มจากไอเดีย บางเรื่องเป็นงานลูกค้า บางเรื่องเป็น prototype บางเรื่องเป็น output ชั่วคราว บางเรื่องกลายเป็น source of truth โดยไม่รู้ตัว

ผ่านไปสักพัก workspace ก็เริ่มมีทุกอย่างปนกัน

มีโฟลเดอร์วันที่จาก session เก่า มี repo จริงซ่อนอยู่ใต้ folder ชั่วคราว มี output ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่จริง ๆ มี decision หรือ pricing logic มี project ที่ควรเป็น repo แยก แต่ยังเป็น untracked folder มี tool ที่ตอนแรกเป็นของกลาง แต่ภายหลังควรย้ายไปอยู่ใต้ project ที่มันรับใช้จริง มี memory ใน chat แต่ไม่มีไฟล์รองรับ มีไฟล์อยู่ แต่ระบบประจำวันไม่รู้ว่าต้องอ่านมัน

จุดที่อันตรายไม่ใช่ความรกทางสายตา แต่คือความคลุมเครือว่า “อะไรคือ source of truth”

ถ้า Codex จำได้จาก chat แต่ repo ไม่มี ถ้า repo มี แต่ daily routine ไม่ refresh ถ้า folder เก่าเก็บ decision สำคัญไว้ แต่ไม่มีใครรู้ ถ้า project มีหลายสำเนา แล้วเราไม่รู้ว่าอันไหนใหม่กว่า วันหนึ่ง AI จะตอบมั่นใจจากข้อมูลผิดชุด

WRC จึงไม่ได้มีเป้าหมายว่า “ทำให้ folder สวย” แต่คือทำให้ workspace ตอบคำถามพื้นฐานได้:

  • โปรเจกต์นี้ source of truth อยู่ที่ไหน
  • อะไรเป็น repo จริง
  • อะไรเป็น scratch
  • อะไรเป็น generated output
  • อะไรต้องอยู่ใน daily refresh
  • อะไรควรอยู่แค่ on-demand
  • อะไรควรถูก ignore เพราะไม่ควรกลับมาโผล่เป็นงานค้าง
  • อะไรต้องเขียนลง MemPalace เพื่อให้ข้าม session ได้

งานเมื่อวานเริ่มจากการตั้ง control board กลาง แล้วไล่ project สำคัญทีละก้อน เช่น daily worklog, business stream, customer delivery stream, health, Home Assistant, investment, trading integration, smart home, outputs, tools และ session folders เก่า ๆ

บางโฟลเดอร์ถูกยกระดับเป็น repo แยก บางอย่างถูกย้ายเข้า canonical repo ที่ถูกต้อง บางอย่างถูกปิดเป็น archive หรือ scratch บางอย่างถูกบันทึกว่าเป็น sensitive output ไม่ควร commit บาง repo ถูก clean, commit, push บาง repo ถูกบันทึกว่า local-only เพราะยังไม่มี remote บางอย่างถูกใส่ registry ว่าต้อง refresh ทุกเช้าหรือเฉพาะตอนมีงาน

ตัวอย่างที่ดีคือ tools/tradingview-mcp ตอนแรกมันอยู่ใต้ workspace tools เหมือนเป็นเครื่องมือกลาง แต่พอคิดให้ดี มันไม่ได้เป็น tool กลางของทุกงาน มันรับใช้ investment workflow เป็นหลัก สุดท้ายจึงย้ายไปอยู่ใต้ investment-portfolio/tools/tradingview-mcp และเก็บประวัติ git ของมันไว้ชัดเจน

อีกตัวอย่างคือ health เดิมมีความเสี่ยงจะมี source of truth สองที่ หลัง cleanup จึงทำให้ canonical repo ชัดว่า health context อยู่ใน personal-fitness-coach ส่วน folder อื่นควรเป็น pointer หรือ tombstone ไม่ใช่ระบบคู่ขนาน

สิ่งที่เรียนรู้ชัดมากคือ ยิ่งใช้ Codex นาน AI ยิ่งต้องมี “บ้าน” ให้ความคิด

Chat อย่างเดียวไม่พอ Memory อย่างเดียวไม่พอ Repo อย่างเดียวก็ไม่พอ ถ้าไม่มี registry และ cadence

ระบบที่เริ่มนิ่งขึ้นคือ:

  • Repo คือ source of truth
  • MemPalace คือ operating memory และ pointer ข้าม session
  • Registry คือสิ่งที่บอกว่า repo ไหนต้อง refresh เมื่อไร
  • Control board คือสิ่งที่บอกว่างาน cleanup ตอนนี้อยู่ตรงไหน
  • AGENTS rule คือสิ่งที่บอก Codex ว่าต้องทำงานตามกติกาอะไร

นี่เปลี่ยน Codex จาก “ผู้ช่วยตอบคำถาม” ให้กลายเป็น “ผู้ช่วยที่ทำงานในระบบเดียวกับเรา”

บทเรียนอีกข้อคือ cleanup ไม่ควรรอให้พัง

ถ้าใช้ AI แบบจริงจัง เราควรมีจังหวะทำ WRC เป็นระยะ เหมือนการทำบัญชี หรือทำ stock count ไม่ใช่เพราะอยากเป็นระเบียบ แต่เพราะต้นทุนของความไม่ชัดเจนจะโตขึ้นเรื่อย ๆ

ความรกของ workspace ไม่ได้ทำให้แค่หาไฟล์ยาก มันทำให้ decision history หาย ทำให้ project แตกเป็นหลายแหล่ง ทำให้ AI จำผิด ทำให้คนกลายเป็น bottleneck เพราะมีแต่เราที่รู้ว่าอะไรจริง และสุดท้ายทำให้ automation ต่อไม่ได้

หลัง WRC เมื่อวาน ผมรู้สึกว่า workspace เริ่มมีรูปทรงมากขึ้น ไม่ใช่กอง conversation แต่เป็น portfolio operating system ขนาดเล็ก

ยังเหลืองานต่อ เช่น parent hygiene แบบเต็ม, repo ที่ push ไม่ได้เพราะ permission, และการตัดสินใจว่า remote MemPalace จะเป็น default memory แค่ไหน แต่แกนหลักชัดแล้ว:

ถ้าเราจะใช้ Codex ทำงานระยะยาว เราไม่ได้ต้องการแค่ AI ที่ฉลาดขึ้น เราต้องการพื้นที่ทำงานที่ AI กลับมาอ่านแล้วรู้ว่าอะไรจริง อะไรเก่า อะไรต้องทำต่อ และอะไรไม่ควรถูกเชื่ออีกแล้ว

WRC จึงเป็นเหมือนการบอก Codex ว่า:

“นี่คือบ้านของงานเรา
นี่คือชั้นวาง
นี่คือเอกสารจริง
นี่คือของทดลอง
นี่คือของที่ทิ้งได้
และนี่คือสิ่งที่พรุ่งนี้ต้องกลับมาดูใหม่”

พอทำแบบนี้ AI ไม่ได้แค่ช่วยเร็วขึ้น แต่มันเริ่มช่วยต่อเนื่องขึ้น

ซึ่งสำหรับผม นั่นแหละคือจุดที่ AI เริ่มเปลี่ยนจากเครื่องมือ เป็นระบบทำงานร่วมกันจริง ๆ