พออายุมาถึงช่วงหนึ่ง ความหรูหราในชีวิตเริ่มเปลี่ยนหน้าตาไปมาก เมื่อก่อนเราอาจคิดถึงของแพง โรงแรมดี ๆ ร้านอาหารพิเศษ หรือการได้ไปในที่ที่คนอื่นอยากไป แต่ช่วงหลังผมเริ่มรู้สึกว่า ความหรูหราจริง ๆ อาจไม่ได้อยู่ตรงสิ่งที่ดูใหญ่เสมอไป มันอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้ชีวิตไม่ต้องฝืนมากเกินจำเป็น

ขับรถ 10 นาทีถึงออฟฟิศและยิม นั่งอ่านหนังสือได้สักชั่วโมงพร้อมกาแฟร้อนที่ร้านประจำข้างบ้านโดยไม่ต้องรีบ บ้านเงียบตอนกลางคืน หัวถึงหมอนแล้วหลับยาวถึงเช้า ออกกำลังกายได้วันละ 60 นาที และตื่นมาโดยร่างกายไม่เจ็บไม่ป่วย เรื่องพวกนี้ฟังดูธรรมดามาก แต่ถ้ามีครบจริง ๆ มันแทบจะเป็น luxury package ของชีวิตวัยกลางคนเลยก็ว่าได้

อีกด้านหนึ่ง ความหรูหราเริ่มเกี่ยวกับความมั่นคงที่ไม่ต้องอวดใคร ตัดเงินลงทุนทุกครั้งที่มีรายได้ และยังมีเงินเหลือถึงสิ้นเดือน นั่งกินข้าวกับภรรยาและลูกโดยไม่ต้องเปิดมือถือค้างไว้ตลอดเวลา วันหยุดยังเป็นของเรา ไม่ใช่พื้นที่ที่งานแทรกเข้ามาเสมอไป และเวลาคิดถึงอนาคตแล้วไม่กระวนกระวายใจจนเกินไป สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตดูหวือหวา แต่มันทำให้ใจเราวางลงได้

พอชีวิตเบาลงในบางจุด เราก็เหมือนมีพื้นที่ให้เป็นมนุษย์มากขึ้น หัวเราะกับเรื่องงี่เง่าได้ง่ายขึ้น ร้องไห้เวลาดูหนังซึ้ง ๆ โดยไม่ต้องรู้สึกแปลก เจอเพื่อนได้บ่อยขึ้น เดินทางไปเจอคนใหม่ วัฒนธรรมใหม่ อาหารใหม่ และปล่อยให้โลกเตือนเราว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมากนอกจากงานและความรับผิดชอบตรงหน้า

สำหรับผม ความหรูหราในวัยนี้จึงไม่ใช่การมีทุกอย่าง แต่คือการมีพอในเรื่องที่สำคัญ มีเวลาพอ มีแรงพอ มีสุขภาพพอ มีเงินพอ มีความสัมพันธ์ที่ยังนั่งกินข้าวด้วยกันได้ และมีอิสระพอที่จะปฏิเสธหรือพูดว่า “ไม่เอา” โดยไม่รู้สึกผิดมากเกินไป

ถ้าต้องสรุปสั้น ๆ ความหรูหราอาจไม่ใช่ชีวิตที่คนอื่นมองแล้วอิจฉา แต่อาจเป็นชีวิตที่เราตื่นขึ้นมาแล้วไม่อยากหนีไปไหน