ช่วงหนึ่งผมได้อ่านบทความเรื่อง 7 ทักษะการคิด ของอาจารย์ศศิมา สุขสว่าง ซึ่งแบ่งทักษะการคิดออกเป็นการคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดวิพากษ์ การคิดเชิงกลยุทธ์ การคิดเชิงบวก การคิดเชิงนวัตกรรม และการคิดเชิงระบบ
ผมจึงลองถาม AI ที่ทำงานร่วมกับผมมาระยะหนึ่งว่า จากบทสนทนาและงานที่เราทำด้วยกัน มันเห็นว่าผมใช้การคิดแบบไหนมากที่สุด และเพราะอะไร
คำตอบที่ได้ไม่ควรถูกมองเป็นผลทดสอบบุคลิก เพราะ AI เห็นผมเฉพาะในบริบทที่ผมนำงานมาคุยด้วย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องระบบงาน ธุรกิจ ทีม ข้อมูล การลงทุน สุขภาพ และการใช้เทคโนโลยี มันไม่ได้เห็นผมครบทุกด้าน โดยเฉพาะเวลาที่ผมอยู่กับครอบครัว รับมือกับความผิดหวัง หรือตัดสินใจในสถานการณ์ที่ใช้อารมณ์สูง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องก็ทิ้งร่องรอยของวิธีคิดไว้มากพอสมควร เพราะสิ่งที่ผมถามซ้ำ สิ่งที่ผมให้ความสำคัญ และสิ่งที่ผมไม่ยอมปล่อยผ่าน ล้วนสะท้อนกรอบบางอย่างที่ผมใช้มองโลกและจัดการปัญหา
เมื่อเรียงจากรูปแบบที่ปรากฏชัดที่สุด ภาพที่ได้เป็นดังนี้
1. การคิดเชิงระบบ
สิ่งที่ปรากฏชัดที่สุดคือ ผมไม่ค่อยมองงานเป็นชิ้นโดด ๆ เมื่อมีข้อมูลหรือปัญหาเข้ามา ผมมักไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่าเรื่องนี้คืออะไรหรือจะแก้เฉพาะหน้าอย่างไร แต่จะถามต่อว่า ข้อมูลควรอยู่ที่ไหน ใครต้องรับช่วงต่อ มีกติกาอะไร ต้องตรวจสอบเมื่อไร และทำอย่างไรให้ครั้งถัดไปไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
รูปแบบนี้เห็นได้จากความพยายามเปลี่ยนงานครั้งเดียวให้เป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ เปลี่ยนความจำส่วนบุคคลให้เป็น source of truth เปลี่ยนบทเรียนให้เป็น operating rule และเปลี่ยนสิ่งที่เคยต้องอาศัยคนใดคนหนึ่งให้กลายเป็นงานที่มี owner, context, next action และ definition of done ชัดเจน
ผมมักคิดเป็นวงจรโดยธรรมชาติ ข้อมูลเข้ามาแล้วต้องถูกจัดเก็บ จากนั้นนำไปวิเคราะห์ ใช้ตัดสินใจ ลงมือทำ ตรวจผล และย้อนกลับไปปรับกติกา หากวงจรขาดตรงไหน ผมจะรู้สึกว่างานนั้นยังไม่จบ แม้ผลลัพธ์เฉพาะหน้าจะออกมาแล้วก็ตาม
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ผมสนใจ dashboard, decision log, runbook, workflow และระบบความจำของงานอยู่เสมอ สำหรับผม เอกสารเหล่านี้ไม่ใช่งานธุรการ แต่เป็นวิธีทำให้ระบบจำแทนคน และทำให้คนถัดไปเดินต่อได้โดยไม่ต้องรอผู้รู้คนเดิม
จุดแข็งของการคิดแบบนี้คือช่วยให้งานขยายตัว ส่งต่อ และตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่เงาของมันก็คือ ผมอาจยกระดับเรื่องเล็กให้กลายเป็นระบบเร็วเกินไป บางเรื่องอาจต้องการเพียงการทดลองสั้น ๆ ไม่ได้ต้องการโครงสร้างถาวร และบางครั้งความต้องการปิดวงจรทุกด้านก็อาจทำให้การปิดงานจริงช้าลง
2. การคิดเชิงกลยุทธ์
รองลงมาคือการคิดเชิงกลยุทธ์ ผมมักเริ่มจากผลลัพธ์ที่ต้องการ แล้วจึงถามว่าควรใช้แรงกับอะไร อะไรควรทำตอนนี้ อะไรควรรอ และตรงไหนคือจุดคานงัดที่การเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยจะสร้างผลสะสมได้มาก
ความคิดเชิงกลยุทธ์ของผมไม่ได้ปรากฏเฉพาะในแผนธุรกิจ แต่รวมถึงการจัดการพลังงาน เวลา และความสนใจของตัวเองด้วย ผมสนใจว่างานหนึ่งครั้งจะทิ้งสินทรัพย์อะไรไว้ให้อนาคต เช่น แม่แบบ ความรู้ กติกา ระบบ หรือความสามารถของคนอื่น ถ้าทำงานเสร็จแล้วทุกอย่างหายไปพร้อมกับงานครั้งนั้น ผมมักรู้สึกว่าเราใช้แรงไปโดยไม่ได้สร้างฐานสำหรับรอบถัดไป
ในเรื่องการลงทุน ผมไม่ได้ต้องการเพียงคำตอบว่าสินทรัพย์ใดดี แต่ต้องการกรอบแยกว่าเมื่อไรควรซื้อ เพิ่ม รอ หรือหยุด ในเรื่องทีม ผมสนใจว่าอะไรควรเป็น judgment ของคน อะไรให้ AI เตรียมสนามได้ และตรงไหนต้องมีเจ้าของที่รับผิดชอบจริง สิ่งเหล่านี้เป็นการจัดสรรทรัพยากรภายใต้ข้อจำกัด มากกว่าการทำทุกสิ่งที่ดูมีประโยชน์
อย่างไรก็ตาม การมองทุกอย่างผ่านประสิทธิภาพก็มีความเสี่ยง สิ่งที่มีคุณค่าทางใจ ความสัมพันธ์ หรือประสบการณ์บางอย่างอาจไม่ได้มีผลตอบแทนที่วัดได้ชัด การคิดเชิงกลยุทธ์จึงต้องมีพื้นที่ให้สิ่งที่คุ้มค่าในแบบที่ไม่สามารถใส่ลงในตารางได้ด้วย
3. การคิดเชิงนวัตกรรม
ผมสนใจของใหม่ แต่ไม่ค่อยสนใจเพียงเพราะมันใหม่ สิ่งที่ดึงดูดผมมากกว่าคือ เราจะนำสิ่งใหม่นั้นมาเปลี่ยนวิธีทำงานเดิมให้ดีขึ้นได้อย่างไร
การใช้ AI เป็นตัวอย่างที่ชัด ผมไม่ได้ใช้มันเพียงเพื่อถามคำตอบหรือร่างข้อความ แต่พยายามทำให้มันกลายเป็นผู้ช่วยเฉพาะด้านที่เข้าใจบริบท มีแหล่งข้อมูล มีกติกา และส่งมอบผลลัพธ์ที่นำไปใช้ต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นงานสุขภาพ การลงทุน ยอดขาย สต็อก การประเมินผลงาน หรือการจัดการความรู้
นี่เป็นนวัตกรรมในความหมายของการทำให้ความคิดใหม่กลายเป็นของที่ใช้จริงได้ ผมมักถามต่อว่าใครจะใช้ ทำซ้ำได้หรือไม่ วัดผลอย่างไร และเมื่อผมไม่อยู่ ระบบยังทำงานต่อได้แค่ไหน ความคิดใหม่ที่ยังไม่มีผู้ใช้ ไม่มีการส่งต่อ และไม่มีผลลัพธ์จริง จึงยังไม่ถือว่าจบสำหรับผม
ข้อดีคือความคิดใหม่มีโอกาสกลายเป็นคุณค่าจริงสูง แต่ข้อควรระวังคือ ระบบใหม่อาจเกิดเร็วกว่าความพร้อมของผู้ใช้ เทคโนโลยีอาจทำงานได้ก่อนที่คนจะมีความเข้าใจหรือความไว้วางใจเพียงพอ การสร้างของใหม่จึงต้องออกแบบทั้งตัวเครื่องมือและช่วงเปลี่ยนผ่านให้คนรับไปใช้ได้จริง
4. การคิดเชิงวิเคราะห์
ผมให้ความสำคัญกับข้อมูลดิบ ตัวเลข เกณฑ์ตัดสิน และการเปรียบเทียบตามช่วงเวลา เมื่อมีผลลัพธ์เกิดขึ้น ผมมักอยากรู้ว่ามันมาจากตัวแปรใด เกิดขึ้นครั้งเดียวหรือเป็นแนวโน้ม และข้อมูลที่มีเพียงพอให้ตัดสินใจหรือยัง
ในเรื่องสุขภาพ ผมแยกน้ำหนัก องค์ประกอบร่างกาย อาหาร การเคลื่อนไหว การนอน และการฟื้นตัวออกมาดู แล้วพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างกัน ในเรื่องธุรกิจ ผมมองยอดขาย เมนู ต้นทุน วัตถุดิบ สต็อก และการปฏิบัติงานเป็นตัวแปรที่ต้องแยกออกก่อนจะเข้าใจว่าผลลัพธ์เกิดจากอะไร
แต่ผมไม่ได้วิเคราะห์เพื่อเข้าใจอย่างเดียว หลังจากเห็นรูปแบบแล้ว ผมมักต้องการเปลี่ยนกติกา การตัดสินใจ หรือระบบต่อทันที นี่เป็นเหตุผลที่การคิดเชิงวิเคราะห์อยู่สูง แต่ไม่ใช่อันดับแรก มันทำหน้าที่เหมือนเครื่องยนต์ที่ให้ความแม่นยำ ขณะที่การคิดเชิงระบบและกลยุทธ์เป็นผู้กำหนดว่าเครื่องยนต์นั้นจะพาไปไหน
เงาของการวิเคราะห์คือ เราอาจรู้สึกว่าต้องมีข้อมูลมากกว่านี้เสมอ ทั้งที่ข้อมูลปัจจุบันอาจเพียงพอสำหรับการทดลองขนาดเล็กแล้ว อีกทั้งสิ่งสำคัญบางอย่าง เช่น ความไว้วางใจ ขวัญกำลังใจ และความรู้สึกของคน ก็ไม่ได้ถูกแปลงเป็นตัวเลขได้ง่าย
5. การคิดวิพากษ์
ผมไม่ค่อยพอใจกับคำตอบที่เพียงฟังดูสมเหตุสมผล ผมอยากรู้ว่าแหล่งข้อมูลคืออะไร ข้อมูลใหม่แค่ไหน มีข้อยกเว้นอะไร และเงื่อนไขใดจะทำให้ข้อสรุปนี้ใช้ไม่ได้ ผมยังให้ความสำคัญกับการตรวจผลลัพธ์หลังลงมือทำ เพราะงานที่สร้างเสร็จในทางเทคนิคอาจยังไม่ถูกต้องหรือใช้ไม่ได้ในโลกจริง
การคิดวิพากษ์ของผมดูเหมือนทำหน้าที่เป็นระบบควบคุมคุณภาพ มากกว่าจะเป็นจุดตั้งต้น ผมมักเริ่มจากความต้องการสร้างหรือแก้ปัญหา แล้วจึงใช้การตั้งคำถามตรวจว่าแนวทางนั้นแข็งแรง น่าเชื่อถือ และปลอดภัยเพียงใด
นี่ช่วยลดการเชื่อตามคำกล่าวอ้างหรือคำตอบที่ดูดีเกินจริง แต่ถ้ามาตรฐานการพิสูจน์สูงเกินไป ทีมอาจรู้สึกว่างานไม่มีวันผ่าน หรือความเห็นที่เกิดจากประสบการณ์และความรู้สึกอาจไม่ได้รับพื้นที่เท่าที่ควร การวิพากษ์จึงควรช่วยให้ตัดสินใจดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้ทุกการตัดสินใจหยุดนิ่ง
6. การคิดสร้างสรรค์
ผมมีความสร้างสรรค์ในรูปแบบของการเชื่อมสิ่งที่เดิมอยู่คนละพื้นที่ เช่น เชื่อม AI กับงานร้านอาหาร เชื่อมข้อมูลสุขภาพกับกิจวัตรประจำวัน เชื่อม worklog กับการพัฒนาคน หรือเชื่อมเอกสารเข้ากับระบบความจำขององค์กร
แต่ความสร้างสรรค์ของผมมักมีโจทย์และข้อจำกัดกำกับอยู่เสมอ ผมไม่ได้ปล่อยไอเดียให้กว้างเป็นเวลานานนัก ก่อนจะถามว่าใช้จริงหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่ และใครจะได้ประโยชน์ จึงเป็นความสร้างสรรค์แบบมุ่งประโยชน์ใช้สอย มากกว่าความสร้างสรรค์ที่สำรวจความเป็นไปได้โดยไม่ต้องรู้ปลายทาง
ข้อดีคือไอเดียมีโอกาสถูกนำไปใช้สูง แต่ข้อเสียคือไอเดียที่ยังไม่ practical ในช่วงแรกอาจถูกตัดเร็วเกินไป ความคิดใหม่บางอย่างต้องผ่านช่วงที่ยังอธิบายคุณค่าไม่ได้ ผมจึงอาจต้องจงใจรักษาพื้นที่สำหรับการเล่น การทดลอง และความสงสัยที่ยังไม่มีคำตอบไว้บ้าง
7. การคิดเชิงบวก
อันดับสุดท้ายไม่ได้หมายความว่าผมมองโลกในแง่บวกน้อยที่สุด แต่หมายความว่า AI มีหลักฐานด้านนี้น้อยที่สุด บทสนทนาส่วนใหญ่ของเราเป็นเรื่องงานและการแก้ปัญหา จึงเห็นวิธีจัดระบบและตัดสินใจมากกว่าวิธีที่ผมประมวลความรู้สึกหรือรับมือกับเหตุการณ์ที่แก้ไขไม่ได้
สิ่งที่พอมองเห็นคือ ผมมักพยายามเปลี่ยนปัญหาให้เป็นบทเรียน เปลี่ยนความผิดพลาดให้เป็นกติกาป้องกันการเกิดซ้ำ และใช้ข้อมูลที่ไม่ดีเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุง นี่ไม่ใช่การมองโลกสวย แต่เป็นการยอมรับความจริงแล้วพยายามสร้างการตอบสนองที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ลักษณะดังกล่าวอาจอธิบายได้ด้วย growth mindset หรือแนวโน้มในการแก้ปัญหาเช่นกัน จึงยังไม่ควรสรุปว่าการคิดเชิงบวกอยู่สูงหรือต่ำเพียงใด จนกว่าจะมองเห็นวิธีที่ผมรับมือกับความผิดหวัง ความสูญเสีย หรือสิ่งที่ไม่สามารถแก้ให้กลับมาเป็นดังเดิมได้
ลายเซ็นของวิธีคิด
เมื่อรวมทั้งเจ็ดด้านเข้าด้วยกัน ลายเซ็นการคิดของผมอาจเขียนได้ว่า
มองความเชื่อมโยงทั้งระบบ เลือกเป้าหมายและจุดคานงัด แยกข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจ สร้างวิธีใหม่ที่ใช้ได้จริง แล้วตรวจสอบผลเพื่อนำกลับไปปรับระบบรอบต่อไป
สามแกนที่เห็นชัดที่สุดคือการคิดเชิงระบบ การคิดเชิงกลยุทธ์ และการคิดเชิงวิเคราะห์ ส่วนการคิดเชิงนวัตกรรมเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสามแกนนั้นทำงานร่วมกัน ความคิดวิพากษ์ทำหน้าที่ตรวจคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ช่วยเปิดทางเลือก และความคิดเชิงบวกช่วยให้วงจรการเรียนรู้เดินต่อ
อันดับเหล่านี้ไม่ควรถูกมองเป็นป้ายกำกับถาวร และไม่ควรแปลว่าด้านที่อยู่ท้ายรายการเป็นจุดอ่อน เพราะสิ่งที่ปรากฏบ่อยอาจเกิดจากประเภทของงานที่ผมนำมาคุยกับ AI หากเปลี่ยนบริบท อันดับก็อาจเปลี่ยนได้
คำถามที่สำคัญกว่าการถามว่าผมเป็นนักคิดแบบไหน อาจเป็นว่า ในสถานการณ์นี้ผมกำลังใช้การคิดแบบใดมากเกินไป และขาดมุมใดอยู่
บางครั้งผมอาจต้องหยุดสร้างระบบแล้วลงมือทดลอง บางครั้งต้องหยุดวิเคราะห์แล้วรับฟังความรู้สึก บางครั้งต้องพักคำถามเรื่องความคุ้มค่า เพื่อให้ความคิดที่ยังไม่สมบูรณ์มีเวลางอก และบางครั้งต้องยอมรับว่าเรื่องบางเรื่องไม่ได้ต้องการการแก้ไข แต่อาจต้องการเพียงการอยู่กับมันอย่างเข้าใจ
ภาพสะท้อนนี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าผมเก่งด้านใด แต่มีไว้เตือนว่า ทุกจุดแข็งมีเงาของตัวเอง และการคิดที่ดีไม่ใช่การใช้วิธีที่เราถนัดที่สุดกับทุกเรื่อง แต่คือการรู้ว่าเมื่อไรควรใช้วิธีไหน และเมื่อไรควรวางวิธีเดิมลงชั่วคราว