หลายคนถามว่าทำไมผมถึงชอบชวนทีมไปกินข้าว จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องของอาหารเท่าไร มันเป็นช่วงเวลาที่เราไม่ได้คุยเรื่อง ticket, incident, deadline หรือปัญหาที่ต้องปิดให้ทันวันนั้น เราได้กลับมาคุยกันในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง เล่าเรื่องบ้าน เรื่องแฟน เรื่องเกม เรื่องอนาคต เรื่องที่บางทีไม่มีพื้นที่ให้คุยกันตอนอยู่ในโหมดทำงาน

ผมเชื่อว่าทีมที่แข็งแรงไม่ได้เกิดจากการประชุมเยอะที่สุด แต่เกิดจากการที่คนในทีมรู้จักกันมากพอที่จะไว้ใจกันเวลาเจอเรื่องหนัก เพราะตอนเกิด incident จริง ๆ สิ่งที่ทำให้งานเดินต่อไม่ใช่แค่ process หรือ runbook แต่คือความรู้สึกว่า “เรากำลังแก้เรื่องนี้ด้วยกัน” และความรู้สึกแบบนั้นสร้างยากมาก ถ้าทั้งทีมรู้จักกันแค่ผ่าน task กับ deadline

Outing หรือมื้อเย็นนอกงานจึงไม่ใช่แค่ reward สำหรับทีม แต่มันเป็นการลงทุนกับความสัมพันธ์ที่เอากลับมาใช้ในงานได้โดยไม่ต้องประกาศเป็น policy เวลาเดินทางด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน หลงทางด้วยกัน รอรถด้วยกัน หรือหัวเราะกับเรื่องเล็ก ๆ ด้วยกัน เราจะเห็นทีมในมุมที่ห้องประชุมไม่ค่อยเปิดให้เห็น ใครช่วยดูแลคนอื่น ใครเป็นคนชวนคุย ใครเป็น driver โดยไม่ต้องแต่งตั้ง ใครเงียบแต่คอยเก็บรายละเอียดให้ทีมปลอดภัยขึ้น

กลับจาก outing สิ่งที่ควรได้จึงไม่ใช่แค่รูปถ่าย แต่คือ signal เล็ก ๆ ของทีม เราเห็น trust เพิ่มขึ้นไหม เห็นคนที่ควรถูกดันขึ้นมาช่วยถือบางเรื่องไหม เห็นความสัมพันธ์ที่ควรต่อยอดไหม เห็นคนที่ยังห่างจากทีมและควรดูแลเพิ่มไหม เรื่องพวกนี้ไม่มี dashboard วัดตรง ๆ แต่ถ้าสังเกตดี ๆ มันมีผลกับงานมากกว่าที่คิด

สำหรับผม การสร้างทีมไม่ใช่แค่ทำให้คนทำงานเป็น แต่มันคือการทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในทีมที่มีคนเห็นเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ resource ที่ถูก assign เข้า task ถ้าทีมมีพื้นที่ให้คุยเรื่องชีวิตบ้าง หัวเราะเรื่องเล็ก ๆ บ้าง และเห็นกันในมุมที่ไม่ใช่แค่ตอนงานมีปัญหา เวลางานหนักจริง ๆ ทีมจะมีแรงพยุงกันมากกว่าเดิม

ขอบคุณน้อง ๆ IT ALOT สำหรับมื้อเย็นริมถนน เบียร์สดใส่ขวดพลาสติก โต๊ะพับธรรมดา ๆ และบทสนทนาที่ไม่ได้มี agenda อะไรเป็นพิเศษ บางครั้งความทรงจำที่ดีที่สุดของทีมก็ไม่ได้เกิดในสถานที่ที่ดูพิเศษ แต่มันเกิดในจังหวะธรรมดา ๆ ที่ทุกคนได้วางงานลง แล้วกลับมาเห็นกันในฐานะคน